ลิงค์ผู้สนับสนุน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไข้หวัด 2009 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไข้หวัด 2009 แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นพ.ไพจิตร์ วราชิต แถลงพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่2009 รายใหม่แล้ว102 คน

สธ.เผยรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่พบผู้เสียชีวิตหวัด 2009 แต่ป่วยเพิ่มอีก 102 คน สั่งทุกจังหวัดเฝ้าระวังไข้หวัดนก หลังมีสัญญาณผู้เสียชีวิตในเวียดนาม 1 ราย หวั่นผสมกับหวัด 2009 โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคไข้หวัดนก ทั้งในสัตว์และคน ให้ส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการทุกราย พร้อมจับตา 5 จังหวัดระบาดมากสุด กทม.เชียงใหม่ จันทบุรี สุโขทัย โคราช

วันนี้ (2 ธ.ค.) นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงสถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช1เอ็น1 หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 23-29 พฤศจิกายน 2552 ทั่วประเทศไม่มีผู้เสียชีวิต โดยยอดสะสมผู้เสียชีวิตตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 ยังเท่าเดิม คือ 187 ราย แต่มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มอีก 102 คน คิดเป็นอัตราป่วยร้อยละ 46.33 ต่อแสนประชากร เพิ่มขึ้นจาก 2 สัปดาห์ที่แล้วเล็กน้อย ที่มีอัตราป่วยร้อยละ 46.01 ต่อแสนแระชากร ข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลก 27 พฤศจิกายน 2552 ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 7,826 ราย อยู่ในแถบภาคพื้นอเมริกา 5,360 ราย ยุโรปไม่น้อยกว่า 650 ราย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 738 ราย แปซิฟิกใต้ 644 ราย เมดิเตอเรเนียนตะวันออก 330 ราย และแอฟริกา 104 ราย

“สถานการณ์การระบาดยังไม่รุนแรง โดยจากการสุ่มตรวจเชื้อไวรัสจากผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ที่พัก รักษาที่โรงพยาบาล ผลตรวจเชื้อพบเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เพียงร้อยละ 6 เท่านั้น ขณะที่ช่วยที่มีการระบาดเมื่อกลางปีที่ผ่านมี พบผู้ป่วยมากถึงร้อยละ 60-70 และยังไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน ในภาพรวมการระบาดของโรคยังมีประปรายอยู่อำเภอและชุมชน พบผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวมเพิ่มขึ้น เช่น สุโขทัย จันทบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา และกรุงเทพฯ” นพ.ไพจิตร์ กล่าว

นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า สำหรับโรคไข้หวัดนกชนิด เอช5เอ็น1 ซึ่งขณะนี้มีข่าวผู้เสียชีวิตที่จังหวัดเดียนเบียน ประเทศเวียดนาม 1 ราย เป็นชายวัย 23 ปี ติดเชื้อจากการกินเลือดเป็ดดิบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศไทยต้องระมัดระวัง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือไม่ให้เชื้อไข้หวัดนก ผสมพันธุ์กับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จนกลายไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์การระบาดรุนแรงขึ้น จึงให้ทุกจังหวัดเฝ้าระวังผู้ป่วยปอดบวมอย่างต่อเนื่อง และซักประวัติการสัมผัสสัตว์ทุกรายโดยเฉพาะพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค ไข้หวัดนกทั้งสัตว์ปีกและคน ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน ได้สั่งการให้ผู้ตรวจราชการที่ดูแลพื้นที่ลงควบคุมกำกับอย่างเคร่งครัด ในกรณีพบผู้ป่วยปอดบวมให้ส่งตรวจหาเชื้อไข้หวัดนกทางห้องปฏิบัติการทุกราย

ด้านนพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ไข้หวัดนกของไทย ไม่มีรายงานผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดนกติดต่อกันมากว่า 3 ปี แต่ประมาทไม่ได้ กรมควบคุมโรคได้ประสานการทำงานร่วมกับกรมปศุสัตว์อย่างใกล้ชิด ทั้งส่วนกลางและในระดับพื้นที่

โดยเฉพาะ ในพื้นที่ที่มีสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ ให้ใช้มาตรการควบคุมป้องกันขั้นสูงสุด เพื่อกันคนติดเชื้อ ในระดับนโยบายจะมีการประชุมร่วมกันในเร็วๆ นี้ เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานในรอบใหม่ เสนอต่อคณะกรรมการไข้หวัดนกระดับชาติ ที่มีพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ทั้งนี้ หากประชาชนพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติในช่วงนี้เป็นต้นไป ขอให้รีบแจ้ง อสม. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ปศุสัตว์ เพื่อเก็บตัวอย่างส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการว่าติดเชื้อไข้หวัดนกหรือ ไม่ และไม่จับซากสัตว์ด้วยมือเปล่า รวมทั้งไม่กินสัตว์ปีกที่กำลังป่วย หรือที่ตายแล้ว เพราะจะทำให้เสี่ยงติดเชื้อไข้หวัดนกได้ โรคนี้มีอัตราป่วยตายสูงถึงร้อยละ 60

ที่มาข่าว http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000146784

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

องค์การอนามัยโลกยืนยันวัคซีนต้านไข้หวัด 2009 ไข้หวัดมรณะปลอดภัย

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนขององค์การอนามัยโลก นางมารี-พอล เคียนีแถลงข่าวยืนยันถึงความปลอดภัยของวัคซีนต้านไวรัสไข้หวัด2009

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน เมื่อ 19 พ.ย. ว่า นางมารี-พอล เคียนี ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนขององค์การอนามัยโลก(WHO) แถลงผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์จากนครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ ว่าจากการที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่งเสียชีวิตลงหลังจากได้รับวัคซีนต้าน ไวรัสไข้หวัด2009นั้น แต่ผลการตรวจสอบที่ออกมาพบว่าการเสียชีวิตไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีนต้านไวรัส มรณะแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน นางมารี เผยต่อไปว่า ณ ขณะนี้ วัคซีนต้านไวรัสมรณะ ยังถือว่าปลอดภัยเช่นเดียวกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

ที่มาข่าว http://www.thairath.co.th/content/oversea/47938

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

หัวหน้าของบิชอพแห่งเนเปิลส์ สั่้งคริสศาสนิกชนงดจูบขวดศักดิ์สิทธิ์ป้องกันไข้หวัด 2009 ระบาด

เอเอฟพี - หัวหน้าของบิชอพแห่งเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี ได้ขอให้คริสต์ศาสนิกชนงดจูบขวดแก้วใส 2 ขวดที่เชื่อว่าบรรจุหยาดโลหิตของเซนต์แจนยัวริอุส เพราะมีความกังวลว่าอาจก่อให้เกิดการแพร่กระจายของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ใหม่2009
การตัดสินใจมีขึ้นไม่กี่วันหลังจากชายวัย 51 ปีรายหนึ่งจากเนเปิลส์ กลายเป็นคนแรกในอิตาลีที่เสียชีวิตจากไวรัสเอช1เอ็น1

ในแต่ละปีผู้ศรัทธาคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกหลายพันคนจะเดินทาง มายังอาสนวิหารเนเปิลส์ สถานที่ที่เก็บขวดบรรจุพระโลหิตแห้งของเซนต์แจนยัวริอุสที่กลายเป็นของเหลว แม้ว่าทางโบสถ์จะไม่ยอมรับอย่างเป็นทางการว่ามันคือสิ่งอัศจรรย์ก็ตาม

"ด้วยเหตุผลทางสาธารณสุข จะไม่มีการจูบสิ่งที่ตกทอดกันมา" โฆษกของโบสถ์เซนต์แจนยูริอุส บอกกับเอเอฟพี "แต่เราก็ยังอนุญาตให้ใช้หน้าผากสัมผัสขวดแก้วได้"

เซนต์แจนยูริอุสคือหนึ่งในนักบุญซึ่งเป็นที่เลื่อมใสในนโปเลียน และได้เปิดโอกาสให้คริสศาสนิกชนเข้าสักการะขวดแก้ว 3 ครั้งต่อปี โดยผู้ศรัทธาบางรายบอกว่าโลหิตแห้งได้กลายเป็นของเหลวหรือแม้แต่เพิ่มขึ้น อย่างมากระหว่างจัดแสดง

ผู้ศรัทธาเชื่อกันว่าหากโลหิตกลายเป็นของเหลวอย่างรวดเร็ว เนปิ้ลส์ ก็นับเป็นพรแห่งความโชคดีของเมือง แต่หากว่าโลหิตเปลี่ยนแปลงช้า เมืองทางภาคใต้ของอิตาลีแห่งนี้ก็อาจต้องเผชิญกับหายนะ

ที่มาข่าว: http://manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000104277

เชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดในฝรั่งเศสเร็วกว่าที่คาด

เอเอฟพี - ขณะนี้ฝรั่งเศสมีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 สัปดาห์ละ 20,000 ราย สูงกว่าที่ทางการประเมินมาก “จีอาร์โอจี” หน่วยเฝ้าระวังหวัด 2009 แบบรายทวีปแถลงวานนี้ (7)

“เฉลี่ยแล้ว ฝรั่งเศสพบผู้ติดเชื้อสูงสุด 20,000 รายต่อสัปดาห์” ฌอง มาเรีย โคเฮน ผู้อำนวยการจีอาร์โอจีบอกกับผู้สื่อข่าว

พบผู้ติดเชื้อหวัด 2009 รายใหม่จำนวนมากที่สุด 23,000 รายเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม และจากการประเมินของจีอาร์โอจีพบว่า มีผู้ติดเชื้อราว 71,800 รายในเมืองหลวงของฝรั่งเศสระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคมถึง 31 สิงหาคม

แม้ก่อนหน้านั้น สถาบันเฝ้าระวังด้านสุขภาพ (อินวีเอส) ในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มีผู้ติดเชื้อหวัด 2009 รายใหม่เพียง 5,000 ราย ระหว่างวันที่ 24-30 สิงหาคม

ทั้งนี้ จีอาร์โอจีอ้างอิงข้อมูลจากเครือข่ายแพทย์และกุมารแพทย์จำนวน 5,000 คน ที่รักษาอาการติดเชื้อฉับพลันในระบบทางเดินหายใจในผู้ป่วยระดับภูมิภาค แล้วนำมาประเมินข้อมูลทั่วประเทศ

“เรามั่นใจว่า ตัวเลขของเราใกล้เคียงกับความเป็นจริง โดยมีความผิดพลาดไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์” โคเฮนกล่าว

อย่างไรก็ตาม ปกติแล้วฝรั่งเศสพบผู้ติดเชื้อหวัดตามฤดูกาลจำนวนมากถึง 500,000 รายต่อสัปดาห์

“เรากำลังเผชิญกับคลื่นระลอกเล็ก ก่อนที่คลื่นยักษ์จะถาโถม” โคเฮนกล่าว

ที่มาข่าว : http://manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000103782

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552

องค์การอนามัยโลกเตือนประชากรโลกอาจติดเชื้อหวัด 2009 ถึง 1 ใน 3

นายเคอิจิ ฟูกูดะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO คาดว่า ประชากรโลกราว 1 ใน 3 อาจตกเป็นเหยื่อของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในช่วงปีแรกของการระบาด ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าว อยู่บนพื้นฐานของการศึกษาเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ในศตวรรษที่ 20
นายฟูกูดะเตือนรัฐบาลทั่วโลกอีกว่า ให้เตรียมพร้อมรับมือกับการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 รอบ 2 นอกจากนี้ ประชาคมโลกยังจะต้องช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ในการรับมือกับเชื้อไข้หวัดใหญ่ฯ2009 ด้วย

ที่มา: http://manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000103743

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552

"วิทยา แก้วภราดัย" ระบุยังไม่ได้รับรายงานไข้หวัด 2009 กลายพันธุ์

รมว.สธ.ระบุ ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องการพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในสหรัฐอเมริกา ยืนยัน มาตรการการป้องกันยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งขณะนี้ยังไม่พบการกลายพันธุ์ของเชื้อ

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าววันนี้ (1 ก.ย.) ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องการพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เสียชีวิตภายใน 48 ชั่วโมง หลังติดเชื้อ แต่ยืนยันว่า มาตรการในการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังมีอย่างต่อเนื่อง เพราะยังมีการแพร่ระบาดของเชื้ออยู่ แต่เหตุที่พบการติดเชื้อลดลง เพราะประชาชนมีความตื่นตัวในการป้องกันมากขึ้น ประกอบกับมาตรการในการป้องกันของภาครัฐมีความเข้มข้นมากขึ้น

กรณีที่ ช่วงนี้เริ่มมีการแพร่ระบาดของไข้หวัดตามฤดูกาล จนทำให้นักวิชาการเกรงว่า จะมีการกลายพันธุ์ของเชื้อนั้น นายวิทยา กล่าวยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบการกลายพันธุ์ของเชื้อ

ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/special/30190

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

ชิโนวัค (Sinovac) บริษัทผลิตยาของจีน เปิดตัววัคซีนป้องกันไข้หวัด 2009 ราคาถูกกว่าตะวันตก

เอเจนซี - บริษัทผลิตยาของจีน ชิโนวัค (Sinovac) - http://www.sinovac.com/ วางแผนจำหน่ายวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสหวัด 2009 ที่จะออกฤทธิ์ภายหลังจากฉีดเข้าร่างกายไปเพียง 1 โดสเท่านั้น และสนนราคาก็ถูกกว่าวัคซีนที่ชาติตะวันตกพัฒนาถึง 30%

อิน เว่ยตง ประธานบริษัทชิโนวัคให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์ธุรกิจ “เอลอิโคโนมิสตา” ว่า “วัคซีนของเราจะจำหน่ายในราคาถูกกว่าที่ทางบริษัทตะวันตกผลิต โดยสนนราคาของบริษัทต่างชาติจะอยู่ที่ราว 30 เหรียญสหรัฐฯ แต่ของเราจำหน่ายในราคาถูกกว่านั้น 30%”

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ชิโนวัคได้เปิดเผยว่า หลังจากทดลองทางการแพทย์แล้วผลปรากฎว่า วัคซีนของชิโนวัคเพียง 1 โดสก็สามารถออกฤทธิ์และเพียงพอต่อการป้องกันเชื้อไวรัส H1N1 ชนิด A แล้ว

ปัจจุบันบริษัทตะวันตกอย่างกลุ่มบริษัทเวชภัณฑ์สหรัฐฯ “Baxter” บริษัท “Sanofi-Pasteur” ของฝรั่งเศส, “Novartis” ของสวิสเซอร์แลนด์ และบริษัท “GlaxoSmithKline” ของอังกฤษ กำลังพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัด 2009 แต่อย่างไรก็ดีผู้รับวัคซีนจะต้องฉีดถึง 2 โดสจึงจะเห็นผล

ทั้งนี้ บริษัทซิโนวัคเป็น 1 ใน 4 บริษัทที่ได้รับเลือกให้จัดหาวัคซีนป้องกันไข้หวัดตามฤดูกาลให้แก่สำนักงาน สาธารณสุขปักกิ่ง แต่อย่างไรก็ตามทางบริษัทจะยังไม่ได้รับอนุญาตให้ผลิตเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งอินระบุว่า “เราหวังว่าจะได้รับอนุมัติจากทางการจีนในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนกันยายนนี้ เพื่อเริ่มจำหน่ายวัคซีน 5 ล้านโดสที่ทางการจีนสั่งซื้อ”

จากข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลก (WTO) ระบุว่า มีประชาชนไม่ต่ำกว่า 2,180 คนทั่วโลกเสียชีวิตจากเชื้อไวรัสไข้หวัด 2009 ที่เริ่มพบการระบาดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ประธานบริษัทชิโนวัคยังเปิดเผยอีกว่า บริษัทของเขามีความสามารถในการผลิตวัคซีน 2 ล้านโดสต่อเดือน ซึ่งน้อยกว่าผู้ผลิตรายใหญ่ในต่างประเทศ อย่าง Novartis ของสวิสเซอร์แลนด์ก็ผลิตได้มากถึง 150 ล้านโดสต่อปีเลยทีเดียว

ปัจจุบันซิโนวัคกำลังอยู่ในระหว่างเจรจากับทางการประเทศกรีซเพื่อจัด หาวัคซีนสู้หวัด 2009 ให้ และกำลังนำวัคซีนมาทดลองทางการแพทย์ที่ยูเครนด้วย อินกล่าว

ที่มา: http://manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9520000099363

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

อยากรู้ไหมประเทศอะไรที่มียอดผู้เสียชีวิตจากไข้หวัด 2009 สูงสุดในโลก

เอเอฟพี - กระทรวงสาธารณสุขของบราซิลเผยในวันพุธ (26) ว่ามียอดผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 สูงถึง 557 รายแล้ว กลายเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลกแซงหน้าสหรัฐฯ ซึ่งมีสถิติผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 522 รายนับถึงวันที่ 20 ส.ค.
ขณะนี้รัฐบาลบราซิลกำลังจัดสรรงบประมาณราว 1,000 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อวัคซีนต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 จำนวน 73 ล้านโดส รวมทั้งสต็อกยาทามิฟลูและอุปกรณ์วินัจฉัยโรคสำหรับโรงพยาบาลต่างๆ

ทว่า อัตราการติดเชื้อในบราซิลก็ดูเหมือนกำลังลดลง เนื่องจากภูมิภาคในซีกโลกใต้กำลังจะผ่านพ้นฤดูหนาวในช่วงปลายเดือนนี้
อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขของบราซิลย้ำว่า หากเทียบจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นสัดส่วนต่อประชากรทั้งหมด 190 ล้านคนแล้ว อัตราการเสียชีวิตในบราซิลยังอยู่ในอันดับ 7 ของโลก โดยอาร์เจนตินา ชิลี คอสตาริกา อุรุกวัย ออสเตรเลีย และปารากวัย อยู่ในอันดับสูงกว่า ส่วนสหรัฐฯ ซึ่งมีประชากรราว 300 ล้านคน อยู่ในอันดับที่ 13

อนึ่ง อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับ จำนวนประชากร โดยล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 439 ราย

ที่มา: http://manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000098096

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

"หมอมงคล" ห่วงไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดหนักพื้นที่ภาคเหนือ-อีสาน

“หมอมงคล” ห่วงหวัดใหญ่ 2009 ระบาดหนักพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน โดยเฉพาะเชียงใหม่ ลำปาง นครสวรรค์ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา ตัวเลขการติดเชื้อยังสูง 1 ก.ย.เตรียงไปลำปาง หวังสกัดการระบาด

นพ.มงคล ณ สงขลา

นพ.มงคล ณ สงขลา ประธานอนุกรรมการสนับสนุนการป้องกันควบคุมและการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ว่า ขณะ นี้จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา สถานการณ์ยังคงน่าห่วง เพราะการแพร่ระบาดและการติดเชื้อของประชาชนในต่างจังหวัดมีความรุนแรงมาก ขึ้น และอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะที่ จ.เชียงใหม่ ลำปาง และนครสวรรค์ มีอัตราติดเชื้อเร็วมาก ส่วนจังหวัดร้อยเอ็ดยังพุ่งสูงเช่นกัน ส่วนที่ จ.นครราชสีมาเริ่มทรงตัว ดังนั้น ในวันที่ 1 กันยายนนี้ ตนจะไป จ.ลำปาง เพื่อหาแนวทางป้องกัน ลดตัวเลขแพร่ระบาดลง

"ส่วนคนกรุงเทพฯ อาจจะรู้สึกว่าเป็นช่วงขาลง แต่ต้องระวังว่าอาจจะกลับมาอีกครี้ง ดังนั้น ทุกฝ่ายอย่าได้ประมาทจะต้องตื่นตัวและช่วยกันดูแลป้องกันตลอดเวลา ถ้าไม่ช่วยกันจะอันตรายมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ออกมา"นพ.มงคลกล่าว

นพ.มงคล กล่าวด้วยว่า จากการเดินทางไปพบกับหน่วยงานราชการและเอกชนเพื่อร่วมมือกันรณรงค์ป้องกัน การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 พบว่ามีการตื่นตัวค่อนข้างสูง เช่น กองทัพอากาศ มีการจัดบิ๊กคลีนซิ่ง (Big Cleaning) ทำความสะอาดทั้งกองทัพ เครื่องบิน ซี 130 เช่นเดียวกับกองทัพบกและกองทัพเรือได้ดำเนินการป้องกันมาเป็นระยะเวลา 4 เดือนแล้ว นอกจากนี้ จากการเดินทางร่วมประชุมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่ จ.นครราชสีมา พบว่า มีความตื่นตัวมาก เช่น มีการตัดเย็บหน้ากากอนามัยแจกกันเองภายในชุมชน

ที่มา: http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000098714

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552

"วิทยา แก้วภราดัย" ลั่นคุมการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่2009 ได้แล้ว

" วิทยา” ยิ้มไทยเริ่มคุมการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่ 2009 ได้ พร้อมวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างโรงงานวัคซีน จ.สระบุรี สร้างเสร็จ ปี 2556 ส่วนกรณี "เดย์ ไอโฟน" เหยื่อหวัด2009 สธ.ไม่พบตัวอย่างเชื้อ ยอมรับอาจตกสำรวจ

วานนี้(28 ส.ค.) นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้เดินทางไปเป็นประธานพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างอาคารผลิตวัคซีนป้องกันโรค ไข้หวัดใหญ่ขององค์การเภสัชกรรม ที่ ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี พร้อมกล่าวว่า ขณะนี้ไทยประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สาย พันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 เนื่องจากได้รับรายงานจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคว่า แนวโน้มการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เริ่มลดลงในเขตเมือง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2550 คณะรัฐมนตรี(ครม.)จึงได้อนุมัติงบประมาณ 1,411.7 ล้านบาท เพื่อให้อภ.ดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก ตามมาตรฐานการผลิตที่ดีขององค์การอนามัยโลก (WHO GMP) โดยการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในปี 2556

ด้านนพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะใช้ในการผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แบบเชื้อตาย ชนิดฉีด โดยมีกำลังการผลิตที่ 2 ล้านโด๊สต่อปี และหากเกิดการระบาดใหญ่ อภ.จะใช้เทคโนโลยีผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เชื้อเป็น ชนิดพ่นทางปาก ซึ่งสามารถผลิตวัคซีนมากกกว่าเชื้อตายถึง 30 เท่า ประมาณ 60 ล้านโด๊ส เพียงพอต่อคนไทยทั้งประเทศ”นพ.วิทิตกล่าว

ส่วนกรณีการเสียชีวิตของ “เดย์ ไอโฟน” เจ้าของนามแฝงในบอร์ด Creative 7419 ซึ่งเป็นผู้ที่ทำให้ผู้ที่ใช้ iPhone สามารถใช้ฟอนท์ภาษาไทยบนหน้าปัด iPhone ได้นั้น นพ.สุพรรณ ศรีธรรมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการเช็คข้อมูลตัวอย่างผู้ป่วยที่นำมาให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจว่าเป็นไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือไม่นั้น ปรากฎว่า ไม่มีชื่อของนายณัฐวัฒน์ ปาใจ หรือเดย์ แต่อย่างใด

ทั้งนี้ คงอาจเป็นเพราะทางโรงพยาบาลเอกชน นำเชื้อไปตรวจยืนยันกับห้องปฏิบัติการแห่งอื่น ซึ่งทางสธ.ต้องยอมรับว่า อาจจะเกิดการตกสำรวจ และจะนำหารือกับฝ่ายบริหารอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรกับความไม่ร่วมมือ ของสถานพยาบาลเอกชน

ที่มา: http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000098575

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

คนทั่วโลกเสี่ยงติดไข้หวัดใหญ่ 2009 เท่ากัน ชี้เพราะยังไม่มีภูมิต้านทาน เตือนผู้ที่กินยาต้านไวรัส อย่าหยุด กลางคัน

โฆษก สธ.ชี้คนทั่วโลกเสี่ยงติดโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เท่ากัน เพราะยังไม่มีภูมิต้านทาน เตือนผู้ที่กินยาต้านไวรัส อย่าหยุดยาเองกลางครัน โอกาสดื้อยามีสูง ...

วานนี้ (9ส.ค.) นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ซึ่งในไทยเริ่มตรวจพบเชื้อดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีว่า ปัญหาการดื้อยาต้านไวรัสมีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากมีการใช้ยากับคนเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีความระมัดระวังในการใช้ยา โดยกำหนดให้ใช้ยานี้ในผู้ป่วยหนักและผู้ที่เสี่ยงมีอาการป่วยรุนแรง ซึ่งจะให้ผลการรักษาดีที่สุดใน 48 ชั่วโมง หรือ 72 ชั่วโมงแรกที่เริ่มป่วย จึงย้ำเตือนให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่กำลังกินยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์อยู่ในขณะนี้ หากหลังกินแล้วอาการดีขึ้นก็อย่าหยุดกินกลางครัน ขอให้กินจนครบตามแพทย์สั่ง คือวันละ 2 เม็ด ครั้งละ 1 เม็ดเช้าและเย็น จนครบ 5 วัน รวม 10 เม็ด เพื่อป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยา และแพร่ระบาดไปสู่ผู้อื่น ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถใช้ยาตัวเดิมได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่ได้รับยาจะต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทั่วโลกรวมทั้งคนไทยมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 เท่ากัน เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังไม่มีภูมิต้านทานเชื้อนี้มาก่อน ในส่วนของไทยคาดว่าจะมีผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคนี้แล้วประมาณ 3 - 5 แสนคน ดังนั้น คนที่ยังไม่ป่วยขอให้ป้องกันตนเองไม่ให้รับเชื้อ

ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/special/25353

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552

"ธีรภัทร์ แย้มศรี" หรือ "หมู" ดาราหนังสามชุกโล่ง หมอระบุแค่ไข้หวัดธรรมดา

วันนี้ (4 ส.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น. นายธรรศกร แย้มศรี อายุ 40 ปี พานายธีรภัทร์ หรือหมู แย้มศรี อายุ 17 ปี นักเรียนโรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จ.สุพรรณบุรี ดารานำภาพยนตร์เรื่องสามชุก ลูกชาย ส่ง รพ.ศูนย์เจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี เพื่อให้แพทย์ตรวจ เนื่องจากน้องหมูมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ และไอ เกรงว่าจะเป็นไข้หวัด 2009

นพ. ชัชรินทร์ ปิ่นสุวรรณ ผอ.รพ.ศูนย์เจ้าพระยายมราช เปิดเผยว่าทีมแพทย์พยาบาลได้วัดไข้น้องหมูได้ 38 องศาถือว่ามีไข้เล็กน้อย แต่อาการทั่วไปปกติ เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา เบื้องต้นจึงรักษาตามอาการและสามารถให้กลับบ้านได้ อย่างไรก็ตามถ้าภายใน 1-3 วันอาการยังไม่ดีขึ้นให้รีบมาพบแพทย์ทันที ด้านดารานำหนังสามชุกกล่าวว่ามีอาการไอ เจ็บคอ มา 2 วัน แต่ไม่ได้ไปหาหมอเนื่องจากติดสอบ แต่วันนี้มีอาการไม่ค่อยดีจึงให้พ่อพาไปหาหมอแต่ก็โล่งใจที่หมอบอกว่าเป็น แค่ไข้หวัดธรรมดา

สำหรับ หมู-ธีรภัทร์ เป็นหนึ่งในนักแสดงนำภาพยนตร์เรื่องสามชุก ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตที่กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 6 ส.ค. นี้ ผลงานการกำกับของปื๊ด-ธนิตย์ จิตนุกุล ผู้กำกับภาพยนตร์แถวหน้าของวงการภาพยนตร์ไทย โดยรับบทเป็นวาล เด็กนักเรียนชั้นมัธยมปลายที่ตกอยู่ในวังวนของยาบ้าเพราะต้องการทำงานพิเศษ ได้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินของแม่แต่ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ต้องถลำลึกเข้าไปในวังวนของการเสพยาบ้าที่เพิ่มมากขึ้นทุกที

ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/ent/24126

สาธารณสุขจังหวัดตรัง ระบุช่วงตรังเกมส์ จะมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 มากที่สุด

สสจ.ตรัง เผย ช่วงตรังเกมส์ เดือน ก.ย. นี้ จะเป็นช่วงที่ จ.ตรัง จะมีการระบาดของโรคไข้หวัด 09 มากที่สุด วันเดียวนี้ (4 ส.ค.) เด็กร.ร.เอกชนดังติดหวัดกว่า 100 ผู้บริหารต้องปิดโรงเรียน ผู้ว่าฯสั่งเรียกประชุมด่วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. วันนี้ (4 ส.ค.) นายสมพงษ์ อนุยุทธพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เรียกประชุมคณะกรรมการศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิด เอ เช1 เอ็น 1 เพื่อติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ในพื้นที่ จ.ตรัง รวมไปถึงมาตรการการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ในที่ประชุม นพ.สาธิต ไผ่ประเสริฐ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ตรังโดยกล่าวถึงสถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ข้อมูลล่าสุด พบผู้ป่วย ยืนยันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ใหม่ รวม 97 ราย แยกออกเป็นนอกเขต จ.ตรัง 14 ราย ในเขต จ.ตรัง 83 ราย แบ่งเป็นเพศชาย 54 ราย เพศหญิง 43 ราย อายุระหว่าง 1-54 ปี แต่ไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต ร้อยละ 80 ผู้ป่วยเป็นเด็กนักเรียน คาดว่าในเดือน ก.ย. นี้ จะเป็นช่วงที่ จ.ตรัง จะมีการระบาดของโรคมากที่สุด โดยจะตรงกับช่วงการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 38 ตรังเกมส์

นพ.สาธิต กล่าวต่อว่า ในส่วนของการเตรียมการและการควบคุมโรค ขณะนี้ ได้มีการจ่ายยาต้านไวรัสไปทำการสต๊อกเอาไว้ที่ โรงพยาบาลตรัง แล้วจำนวน 10,300 เม็ด ตามโรงพยาบาลชุมชนแห่งละ 600 เม็ด และมีสต๊อกเอาไว้ที่ สสจ.ตรัง อีก 6,000 เม็ด กรณีเมื่อมีการจ่ายยาให้กับผู้ป่วย ก็จะมีการรายงานการใช้ยาไปยังกระทรวงสาธารณสุข จากนั้น กระทรวงสาธารณสุขจะส่งยามาให้เพิ่มเติม

ผู้ว่าราชการจังหวัด ตรัง กล่าวว่า ได้เน้นย้ำ เกี่ยวกับมาตรการเพื่อขอความร่วมมือไปยังสถาบันการศึกษาและโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งสถานบันเทิงต่างๆ เพราะสถานที่เหล่านี้ล้วนเอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี ต้องมีการทำความเข้าใจให้ความรู้กับสถานศึกษา แนวทางการปฏิบัติตัว รวมไปถึงมาตรการป้องกันต่างๆ วิธีการที่ดีที่สุด คือการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคด้วยตนเอง

ผู้สื่อข่าวรายงาน ด้วยว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 10.00 น.วันเดียวกัน โรงเรียนบูรณรำลึก โรงเรียนเอกชนรายใหญ่ที่สุดในจ.ตรัง มีนักเรียน ประมาณ 3,200 คน ประกาศปิดเรียน เฉพาะชั้นประถม 1-6 มีนักเรียนประมาณ 1,000 คน ภายหลังขอคำแนะนำจากทางเจ้าหน้าที่สสจ.ตรัง โดย นพ.สาธิต ไผ่ประเสริฐ สสจ.ตรัง กล่าวว่า ตามที่ทางผู้บริหารโรงเรียนบูรณรำลึก ได้มาขอคำปรึกษา ในการป้องกันการระบาดของโรคหากพบว่ามีนักเรียน ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ให้คำแนะนำไป ตามหลักการแพทย์ การสาธารณสุข เพื่อป้องกันโรค การทำความสะอาดห้องเรียน โรงเรียน การปิดการเรียนการสอน เป็นช่องทางหนึ่ง ที่จะหยุดการระบาดของโรค และทางโรงเรียนก็ได้ปิดการเรียนการสอนเฉพาะนักเรียนชั้นประถมแล้ววันนี้ ที่พบว่ามีเด็กป่วยและไม่มาเรียน ตัวเลขล่าสุด ได้รับรายงาน พบว่า มีผู้ป่วยไข้หวัด 2009 ในพื้นที่ จ.ตรัง ที่เข้ารับการรักษากับแพทย์แล้ว 80 คน และมีผู้ป่วยร้อยละ 80 เป็นเด็ก ยังไม่มีผู้เสียชีวิต

ด้านนายเทิดศักดิ์ ตรีรัตนพันธ์ ผู้บริหารโรงเรียนบูรณะรำลึก กล่าวว่า ในวันนี้ทางโรงเรียนได้หยุดการเรียนการสอน เฉพาะนักเรียนชั้นประถม 1-6 มีนักเรียนประมาณ 1,000 คน ระหว่างวันที่ 4-7 ส.ค. นี้ โรงเรียนมีนักเรียนทั้งหมดประมาณ 3,200 คน สาเหตุที่ปิดเฉพาะชั้นประถม ก็เพราะพบว่า มีเด็กไม่สบาย มาเรียนไม่ได้ ประมาณ 100 กว่าคน ไม่ทราบแน่ชัดว่าที่ป่วยจริงเท่าใด ตนเอง ได้ขอคำแนะนำจากนายแพทย์สาธารณสุขและแพทย์มาตลอด ประกอบกับประชุมครูและผู้ปกครองบางส่วนก็มีความเห็นปิดเฉพาะชั้นประถมไปก่อน จากการคัดกรองเด็กในแต่ละวันนั้น นักเรียนชั้นประถม มีอาการป่วย ไข้ก็ให้ลาพักนอนที่บ้านหรือไปพบแพทย์ ส่วนนักเรียนระดับ อนุบาลและมัธยม กลับไม่พบว่ามีเด็กป่วยหรือหยุดเรียน ส่วนการทำความสะอาด โรงเรียนนั้น ทางโรงเรียน ดูแลเรื่องนี้เป็นอย่างดี คือทำความสะอาดตามปกติตาม สุขลักษณะ ยังไม่จำเป็นต้องหยุดเรียนเพื่อทำความสะอาด โรงเรียนมีมาตรการรักษาความสะอาดภายในโรงเรียนอยู่แล้ว ให้ผู้ปกครองและบุคคลทั่วไปสบายใจได้ ข่าวลือที่ออกมาว่ามีเด็กนักเรียนเสียชีวิตก็ไม่เป็นความจริง เพราะตนเองและครูตรวจสอบข้อมูลกับทางโรงพยาบาลและสาธารณสุขตลอดและต่อเนื่อง ขณะเดียวกันโรงเรียนหลายแห่งตื่นตัวในเรื่องนี้ ที่จะป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้ พบว่าโรงเรียนในตัวเมืองมีเด็ก จำนวนมากจะมีการแพร่ระบาดของโรค แต่ในชนบทยังไม่ว่ามีการะบาดของโรค

ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/region/24161

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ระบาดไม่หยุด ล่าสุด "ไข้หวัด 2009" คร่าชีวิต "หมอเชียงใหม่" แล้วอีกราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 ก.ค.) นพ.วัฒนา กาญจนกามล นายแพทย์สาธารณสุขเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีข่าวว่า มี อาจารย์แพทย์ที่จ.เชียงใหม่ ท่านหนึ่งเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า เป็นความจริง โดย นพ.ท่านนี้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ส่วนรายละเอียดนั้นคงต้องรอให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ให้รายละเอียด อย่างไรก็ตามศพของแพทย์ท่านนี้ได้มีการสวดอภิธรรมที่วัดพระสิงห์วรวิหาร โดยทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่จะเป็นเจ้าภาพในวันที่ 30 ก.ค.


ทั้งนี้จากการสอบสวนโรคทราบว่า แพทย์ท่านนี้มีโรคประจำตัวอยู่แล้วเช่น โรคหัวใจ โรคไต เมื่อติดเชื้อทำให้ลามไปสู่ปอด ก่อนเสียชีวิตด้วยวัย 57 ปี ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ หรือ โรงพยาบาลสวนดอก ส่วนการติดเชื้อนั้นคาดว่าติดจากโรงพยาบาล.

ที่มา: http://dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=38&contentID=11167

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

"ฟ้าทลายโจร" สุดยอดสมุนไพรแห่งปี 2009

ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบจากสภาวะการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1 บ้านเราก็หลีกหนีไม่พ้นเช่นกัน สังเกตได้จากการแถลงของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่าโรคได้กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ยอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน - 21 กรกฎาคม 2552 พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ทั้งหมด 6,776 ราย เสียชีวิต 44 ราย



ด้วยเหตุนี้เราจึงควรรับประทานอาหารที่สามารถ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เพียงพอ สมุนไพร"ฟ้าทะลายโจร"จึงถูกพูดถึงมากที่สุด เนื่องจากเป็นยาที่มีความหมายในตัวเองไม่น้อย เพราะแม้แต่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าฟ้าประทานมาให้ปราบโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ซึ่งเปรียบเสมือน เหล่า โจรร้าย ส่วนในภาษาจีนกลาง ยาตัวนี้มีชื่ออย่างเพราะพริ้งว่า "ชวนซิเหลียน" แปลว่า "ดอกบัวอยู่ในหัวใจ" ซึ่งมีความหมายสูงส่งมาก วงการ แพทย์จีนได้ยก ฟ้าทะลายโจรขึ้นทำเนียบ เป็นยาตำราหลวงที่มีสรรพคุณโดดเด่นมากตัวหนึ่ง ที่สำคัญคือสามารถใช้เป็นยาเดี่ยวเพียงตัวเดียวก็มี ฤทธิ์แรงพอ ที่จะรักษาโรคได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในสมุนไพรตัวอื่น

สมุนไพร ฟ้าทะลายโจร ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการหวัด และเสริมภูมิต้านทานดีกว่าการใช้ ยาปฏิชีวนะในคนที่เป็นหวัดบ่อยๆ ร้อนในบ่อยๆ เนื่องจากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิต้านทานอ่อนลง การรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจะช่วย กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน ทำให้ไม่เป็นหวัดง่าย ร้อนในจะหายไป และสมุนไพรฟ้าทะลายโจรดีกว่ายาปฏิชีวนะ ตรงที่ไม่เกิดการง่วงนอน ไม่เกิดการดื้อยา และยัง ป้องกันตับ จากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซตามอล หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม



ขณะ ที่ นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม (อภ.) อดีตอธิบดีกรมแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะวิธีรักษาไข้หวัดด้วยแพทย์แผนไทย ใช้สมุนไพร"ฟ้าทะลายโจร"ยาเก่าแก่ของประเทศจีน ซึ่งการวิจัยด้านเภสัชวิทยาพบว่า ฟ้าทะลายโจรสามารถเพิ่มภูมิต้านทาน ลดไข้ และลดการอักเสบ ช่วยให้จมูกโล่ง น้ำมูกลดหรือแห้ง โดยไม่เกิดอาการง่วงซึม แต่มีข้อควรระวังถ้าปวดท้อง ปวดศีรษะ ปวดเอว เวียนหัว แสดงว่าอาจแพ้ให้หยุด และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะฟ้าทะลายโจรเป็นยาเย็นอาจทำให้มือเท้าชาหรืออ่อนแรง

หมอวิชัย เปิดเผยว่า ขณะนี้โรคไข้หวัดกำลังระบาดในประเทศไทย ลักษณะของการระบาดบ่งชี้ว่าน่าจะเกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่มีการ กลายพันธุ์บางส่วน จากสายพันธุ์เดิมตามธรรมชาติของเชื้อโรค ซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะๆ โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย น้ำมูกไหล มีเสมหะ ไอ คันคอ แสบคอ ข้อสำคัญอาการมักยืดเยื้อ แทนที่จะเป็นแล้วหายในเวลา 2-3 วัน มักจะเป็นนาน 1-2 สัปดาห์ บางรายอาจมีโรคแทรกซ้อน เช่น หลอดลมอักเสบ หรือบางรายที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ในคนสูงอายุ เป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกันอาจถึงขั้นปอดบวมได้

อดีตอธิบดีกรมแพทย์ แผนไทยฯ กล่าวว่า การรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันโดยทั่วไปเป็นเพียงการรักษาตามอาการซึ่งมักมี อาการข้างเคียง เช่น ยาลดน้ำมูก ทำให้ง่วง และเสมหะเหนียว บางรายทำให้ไอมากขึ้นและไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส ขณะที่ยาต้านไวรัสที่มีอยู่ในปัจจุบันมีราคาแพงมาก ฤทธิ์ข้างเคียงสูงและมักไม่ได้ผลกับไข้หวัด โดยทั่วไปจึงไม่มีการใช้ จึงขอแนะให้ใช้การแพทย์แผนไทยเป็นทางเลือกสำหรับประชาชน

"ยาสมุนไพร ที่ใช้ได้ผลดี คือ ฟ้าทะลายโจรขนาด 2 แคปซูลวันละ 3-4 ครั้งหรืออาจใช้ตามตำรับดั้งเดิมคือ กรณีเป็นต้นสดใช้ยอดเคี้ยวสด ๆ ครั้งละ 4-5 ใบ วันละ 3-4 ครั้ง กรณีเป็นต้นแห้งให้ใช้ทุกส่วนของลำต้นที่อยู่เหนือดินประมาณ 3 กรัม หรือ 1 กำมือโหย่ง ๆ ใส่น้ำพอท่วมยา ต้นจนเดือด ดื่มครั้งละ 2 ถ้วยชาหรือประมาณครึ่งแก้ว (125 ซีซี) วันละ 3-4 ครั้งถ้าน้ำแห้งให้เติมน้ำเพิ่มได้เล็กน้อย แต่ไม่ต้องใส่ยาเพิ่มในวันเดียวกัน วันต่อไปหากอาการยังไม่ดีขึ้นให้รับประทานเพิ่มได้โดยวิธีเดียวกัน"หมอวิชัย กล่าว



ประธาน คณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม กล่าวอีกว่า ฟ้าทะลายโจรมีกลไกการออกฤทธิ์ที่ได้ผลดีต่อโรคหวัดมาก โดยมีฤทธิ์เพิ่มภูมิต้านทาน ลดไข้ และลดการอักเสบ ช่วยให้จมูกโล่ง น้ำมูกลดหรือแห้ง โดยไม่เกิดอาการง่วงซึมและช่วยลดไข้และลดอาการเจ็บคอ ระคายคอได้ด้วย ทั้งนี้มีข้อควรระวังคือ ถ้ารับประทานฟ้าทะลายโจรแล้วปวดท้อง ปวดศีรษะ ปวดเอว เวียนหัว แสดงว่าอาจแพ้ยา ให้หยุดยา และไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะฟ้าทะลายโจรเป็นยาเย็นอาจทำให้มือเท้าชาหรืออ่อนแรงได้

นอกจาก นี้ หมอวิชัย ยังแนะนำให้รักษาร่างกายให้อบอุ่น พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ สำหรับสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ การดื่มของเย็น ควรงดรับประทานของมัน ๆ และของหวาน ๆ เพราะทำให้เสมหะเพิ่มและทำให้ไอมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปการดูแลรักษาตนเองตามวิธีดังกล่าวข้างต้น อาการจะดีขึ้นในเวลาเพียง 1-2 วัน หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2-3 วัน โดยเฉพาะหากไข้ไม่ลด ไอ เจ็บคอมากขึ้น เสมหะข้นเหนียวและมีสีเหลืองหรือสีเขียวควรไปพบแพทย์

"ฟ้าทะลายโจร" เป็นสมุนไพรที่รู้จักกันมากในภาคพื้นเอเซีย ทั้งจีน ฮ่องกง และอินเดีย ส่วนในประเทศจีนนั้นได้สกัดออกมาเป็นยาซึ่งมีหลายรูปแบบ ถ้าเป็นยาฉีดก็มีชื่อว่าYamdepieng, Chuanxinlian Ruangas Injection และเป็นยาเม็ดก็มีชื่อว่า Chuanxinlian Antiphologistic Pill, Chuanxinlian Tablets, Kang Yan Tablets ลักษณะทั่วไป เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นตั้งตรงส่วนปลายกิ่งเป็นสี่เหลี่ยม จะแตกกิ่งก้านออกเฉพาะด้านข้างเท่านั้น กิ่งก้านมีสีเขียวและจะสูงประมาณ 1-2 ฟุต ออกใบเดี่ยว ใบแคบตรงปลายและโคนใบแหลม ผิวใบเป็นมันมีสีเขียว ดอกออกเป็นช่อตามง่ามใบ และส่วนยอดของต้น ดอกเป็นหลอด ปลายดอกแยกออกเป็น 5 กลีบสีขาว หรืออมม่วงอ่อนๆ ดอกจะแบ่งออกเป็น 2 ปาก ที่ปากบนแยกออกเป็น 3 กลีบล่าง 2 กลีบ มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ผลคล้ายกับผลของต้นต้อยติ่ง แต่มีขนาดเล็กและสั้นกว่า ผลนี้จะตั้งมุมก้านดอก เมื่อผลแก่เต็มที่ก็แตกออกเป็นสองซีกทำให้มองเห็นเมล็ดภายในสีน้ำตาลแบน ๆ มีอยู่จำนวนมาก การขยายพันธุ์ เป็นไม้กลางแจ้ง ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด และจะปลูกได้ทุกฤดูกาลด้วยขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด



ขณะ ที่สรรพคุณ ช่วยแก้บิดชนิดติดเชื้อ แก้ทางเดินอาหารอักเสบ แก้หวัด แก้ทอนซิล แก้ปอดอักเสบ และแก้อาการท้องเดิน โดยใช้ต้นแห้งประมาณ 1-3 กำมือเอามาหั่น แล้วต้มกับน้ำดื่ม ส่วนเป็นยาแก้ไข้นั้นให้ใช้ครั้งละ 1 กำมือ ต้มกับน้ำดื่มเวลามีอาการ หรือก่อนอาหารเช้าเย็นและถ้าเป็นโรคภายนอก ส่วนใบ ช่วยรักษาแผลน้ำร้อนลวก แก้ไฟไหม้ โดยการนำมาบดผสมกับน้ำมันพืชใช้ทาตรงบริเวณที่เป็นแผล

วิธีและปริมาณ ที่ใช้ ถ้าใช้แก้ไข้เป็นหวัด ปวดหัวตัวร้อน ใช้ใบและกิ่ง 1 กำมือ (แห้งหนัก 3 กรัม สดหนัก 25 กรัม) ต้มน้ำดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลามีอาการ ถ้าใช้แก้ท้องเสีย ท้องเดิน เป็นบิดมีไข้ ใช้ทั้งต้นหรือส่วนทั้ง 5 ของฟ้าทะลายโจร ผึ่งลมให้แห้ง หั่นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 กำมือ (หนักประมาณ 3-9 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่มตลอดวัน บางคนรับประทาน ยาฟ้าทะลายโจร จะเกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย ปวดเอว เวียนหัว แสดงว่าแพ้ยา ให้หยุดยา และเปลี่ยนไปใช้ยาอื่น หรือลดขนาดรับประทานลง.

ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/edu/21721

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อดีตนายกทักษิณเปิด facebook แนะนำการแก้ปัญหาไข้หวัดพันธุ์ใหม่ 2009

‘วิทยา’ บอก เป็นความตั้งใจดี แต่คงไม่สมัครแข่ง เพราะเชื่อมั่นในมาตรฐานก.สาธารณสุข ปัดให้คะแนนการแก้ไขปัญหาหวัด 09 บอกที่ผ่านมาได้ปรับปรุงตัวเองมาตลอด ให้ข้อมูลที่แท้จริงกับประชาชน ไม่ปิดปัง

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าววันนี้ (24 ก.ค.) ถึงกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิด Facebook แนะ นำการแก้ปัญหาไข้หวัดพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า เป็นความตั้งใจดี ที่ช่วยเหลือประชาชน ตนคงไม่สมัครแข่งอย่างแน่นอน เพราะมากหมอก็มากความ สิ่งสำคัญเชื่อมั่นในมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข หากมีการล้วงลูกหรือเกินหลักวิชาการ ประชาชนอาจสับสน

เมื่อ ถามถึงการให้คะแนนการแก้ไขปัญหาไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ นายวิทยา ปฏิเสธที่จะให้คะแนนตนเองว่าสอบผ่านหรือไม่ โดยระบุว่า มีการปรับปรุงตนเองมาตลอด พยายามให้ข้อมูลที่แท้จริงกับประชาชนมากที่สุด ไม่ปิดปัง

ส่วน การชุมนุมใหญ่ที่วัดแก้วฟ้า จ.นนทบุรี รมว.สธ. กล่าวว่า การรักใครชอบใคร มากแค่ไหนควรดูแลสุขภาพตัวเองด้วย หากมีการเจ็บป่วยไม่ควรอยู่ร่วมในสถานที่แออัด

นาย วิทยา กล่าวถึงข่าวร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนว่า เข้ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชนในเครือข่าย สปสช. ทางโรงพยาบาลไม่ยอมให้ยาต้านไวรัสจนทำให้เสียชีวิต นั้น ได้ สั่งการให้นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พร้อมกำชับให้กวดขันเรื่องมาตรฐานการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009 และการให้ยาต้านไวรัส ของโรงพยาบาลเอกชนในเครือข่าย สปสช. ให้เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข และมอบหมายให้นายแพทย์ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประสานขอความร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด ทั้งในและนอกเครือข่าย สปสช. อีกได้

ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/special/21737

อังกฤษพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 แล้วกว่า 1 แสนคน

วันนี้ (24 ก.ค.) กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 คน จากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ประกอบด้วยในอังกฤษ 26 คน และสกอตแลนด์ 4 คน ส่วนอีก 840 คน อยู่ในโรงพยาบาลที่อังกฤษ ซึ่งรวมถึงที่อยู่ในหอผู้ป่วยหนักอีก 63 คน
ด้านเจ้าหน้าที่แพทย์อังกฤษ เปิดเผยถึง ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าของสัปดาห์ที่แล้ว ที่มีอยู่ 55,000 คน ว่า เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่คนไข้ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง นอกจากนี้ อังกฤษได้จัดตั้งระบบบริการสายด่วนในการสั่งยาต้านไวรัสทางโทรศัพท์ เพื่อให้สามารถสั่งจ่ายยาต้านไวรัสทางอินเตอร์เนต และทางโทรศัพท์ได้ โดยมีเจ้าหน้าที่สอบถามอาการในเบื้องต้นก่อน.

ที่มา: http://dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=5&contentID=10059

ปัญหาการระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009 ปัจจัยลบอันดับ1ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจทรรศนะประชาชนต่อการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 คน วันที่ 17-22 ก.ค.52 ว่าปัญหาการระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009 กลายเป็นปัจจัยลบอันดับหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งด้านท่องเที่ยวและการบริโภคประชาชน โดยคาดว่าหากการระบาดเกิดขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสสาม จะทำให้รายได้ท่องเที่ยวและการบริโภคลดลง 30,000-60,000 ล้านบาท และทำให้จีดีพีไตรมาสสาม -3.5% ถึง -4.5% ขณะที่ จีดีพีทั้งปีเหลือ -3.8% ถึง -4.8% แต่หากการระบาดยังยืดเยื้อถึงไตรมาสสี่ จะกระทบต่อรายได้การท่องเที่ยวและการบริโภคลดลง 60,000-120,000 ล้านบาท ทำให้จีดีพีไตรมาสสี่ -0.5% ถึง -1% และจีดีพีทั้งปีติด -4% ถึง -5.5%

ทั้งนี้การระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009 ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัย เพราะตอนนี้คนกลัวติดไข้หวัดจนไม่กล้าเดินทางออกไปใช้จ่าย ท่องเที่ยว ชอปปิง กินอาหารนอกบ้านทั้งกลางวันกลางคืน ทำให้ภาคธุรกิจจะขายสินค้าและบริการได้น้อยลง จำเป็นต้องจัดโปรโมชั่นมากขึ้นเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งจุดนี้จะกลายเป็นปัจจัยลบสำคัญต่อการสำรวจดัชนีผู้บริโภคของเดือน ก.ค. รวมถึงเงินเฟ้อให้ติดลบได้นานกว่าที่คาดหมายด้วย

“ต้องยอมรับว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีผลกระทบทางจิตวิทยา และทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดว่าจะฟื้นตัว ไตรมาสสี่ เพราะทำให้การบริโภคและกิจกรรมบันเทิงลดลง และยิ่งมีคนติดเชื้อและเสียชีวิตมากขึ้น ประชาชนก็ยิ่งมีความกังวล ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยยัง ไม่มั่นใจต่อมาตรการป้องกันไข้หวัดของรัฐที่ออกมา เพราะแนวโน้มการระบาดในไทยยังเพิ่มสูง จากต้นทุนเดือน ก.ค.ที่มีสัดส่วนผู้เสียชีวิตต่อผู้ติดเชื้อเพียง 0.4% แต่ขณะนี้เพิ่มเป็น 0.65% และยังมีคนติดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่รัฐต้องเร่งทำคือการป้องกันดูแลให้ผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตลดลง ควบคู่กับการบริหารเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ภายใต้การดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่พูดเพียงว่าให้เชื่อมั่นเถอะ โดยถ้ารัฐเรียกความเชื่อมั่นประชาชน กลับมาได้ แม้การระบาดยังมีอยู่แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจน่าจะคลายความรุนแรงลงได้

นางยาใจ ชูวิชา ประธานคณะจัดทำการ สำรวจความคิดเห็นประเด็นเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจระบุว่า ประชาชน 51.4% รู้สึกกังวลเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่ 2009 กังวลมากที่สุด 15.7% ปานกลาง 25.1% น้อย 6.1% น้อยที่สุด 1.2% ไม่กังวล 0.5% โดยให้คะแนนความกังวล 3.75 คะแนน จากเต็ม 5 คะแนน ซึ่งทำให้ผู้ตอบ 42.1% ระบุว่าจะมีการใช้จ่ายน้อยลง ส่วนอีก 43.6% ไม่เปลี่ยนแปลง และเพิ่มขึ้นเพียง 14.3% โดยผลสำรวจ 28.8% ระบุว่า การระบาดไข้หวัดคือปัจจัยลบอันดับหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจประเทศแย่ รองลงมาเป็นความไม่มั่นใจต่อเศรษฐกิจไทย 19.4% ราคาสินค้าสูงขึ้น 16.5% และราคาน้ำมันแพง 11% นอกจากนี้การระบาดของไข้หวัดยังเป็นปัจจัยลบสูงสุดถึง 31.4% ที่ทำให้การบริโภคลดลง มากกว่าภาวะเศรษฐกิจแย่ และราคาสินค้าสูงขึ้น

“ผลสำรวจสะท้อนว่าปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของคน ทำให้การเข้าชมภาพยนตร์ การซื้อสินค้านอกบ้านตามแหล่งชุมชน การชมคอนเสิร์ต การแสดงที่มีคนมาก และระยะเวลาในการเลือกซื้อสินค้าลดลง”.

ที่มา: http://dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentID=10020

ไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาด แรงส่งอุตสาหกรรมสิ่งทออู้ฟู่ ยอดสั่งผลิตหน้ากากอนามัยทะลัก

ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เผยปัจจุบันพนักงานในโรงงานสิ่งทอมีรายได้เสริมจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่สาย พันธุ์ใหม่ 2009 อย่างมาก เนื่องจากมียอดคำสั่งซื้อหน้ากากอนามัยมากจนผลิตไม่ทัน ...



นายวิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เปิดเผยว่า ปัจจุบันพนักงานในโรงงานสิ่งทอมีรายได้เสริมจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่สาย พันธุ์ใหม่ 2009 อย่างมาก เนื่องจากมียอดคำสั่งซื้อหน้ากากอนามัยมากจนผลิตไม่ทัน ดังนั้น ผู้ผลิตต่างเพิ่มเวลาผลิตสินค้า ส่งผลให้เอสเอ็มอีบางรายดำเนินกิจการจนอยู่รอดอีกระยะหนึ่งจากเดิมที่ไม่ ค่อยมีรายได้จากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ช่วง 5 เดือนแรกของปีมีโรงงานสิ่งทอปิดกิจการแล้ว 40 ราย มีพนักงาน 3,000 คน เพราะไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตามความต้องการของลูกค้าได้ ส่วนที่เปิดกิจการใหม่มี 56 ราย จ้างงานเพิ่ม 6,000 คน ซึ่งจำนวนหนึ่งเป็นผู้ที่ปิดกิจการแล้วหาผู้ร่วมทุนใหม่ ส่วนใหญ่เป็นตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป โรงงานทอผ้า โดยสถานการณ์ยอดขายของสิ่งทอและเครื่อง นุ่งห่มครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มที่ดีกว่าครึ่งแรก คาดว่ารายได้ส่งออกทั้งปีอยู่ที่ 7,100-7,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่ำกว่าปีก่อน 7-10% ขณะเดียวกันโรงงานยังขาดแคลนแรงงานอีก 1-2 หมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นวิศวะเคมีสิ่งทอออกแบบผลิตภัณฑ์

นายวิรัตน์กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งทอให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียนมาก เนื่องจากมีมูลค่าตลาด 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี ขณะที่ไทยส่งออก 1,000 ล้านเหรียญฯ และสินค้าจากประเทศในกลุ่มอาเซียน 3,000 ล้านเหรียญฯ ดังนั้น สินค้าที่เหลืออีก 1.2 หมื่นล้านเหรียญฯมาจากประเทศอื่น เช่น จีน อียู ญี่ปุ่น สหรัฐฯ เบื้องต้นเอกชนไทยเร่งสำรวจความต้องการสินค้าสิ่งทอของผู้บริโภคในประเทศอา เซียนเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม โดยเฉพาะสินค้าที่นำเข้าจากนอกกลุ่มประเทศอาเซียน.

ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/eco/21439

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ยอดผู้เสียชีวิตสังเวยไข้หวัด2009 พุ่งพรวด44รายแล้ว ป่วยหนักอีก7ราย

คมชัดลึก :7 วันรายงานผลหวัด 2009 ตะลึงยอดพุ่งพรวดตายเพิ่มถึง 44 ราย ติดเชื้อสะสมเฉียด 7 พัน รักษาตัวในโรงพยาบาลอีก 35 ราย จำนวนนี้ป่วยหนัก 7 ราย อาจารย์สุราษฎร์ธานีสงสัยติดหวัดตายรอผลตรวจ "อภิสิทธิ์ " เชื่อมีผู้ติดเชื้อหวัดพุ่งหลักหมื่นต่อวัน สั่ง สธ.วางระบบจ่ายยาป้องกันแพร่ระบาด “วิทยา”เพิ่งตื่นยืมมือมหาดไทยสั่ง “ผู้ว่าฯ-สสจ.” กันหวัด



(22ก.ค.) นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวสถานการณ์การแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 หรือไข้หวัด 2009 ว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่สะสมทั้งสิ้น 6,776 ราย รักษาหายแล้ว 6,697 ราย นอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล จำนวน 35 ราย ในจำนวนนี้มีอาการหนักรุนแรง 7 ราย และมียอดผู้เสียชีวิตสะสมทั้งสิ้น 44 ราย เพิ่มจากเดิม จำนวน 20 ราย

อาจารย์สุราษฎร์ธานีสงสัยติดหวัดตายรอผลตรวจ

ผู้สื่อข่าวสุราษฎร์ธานีรายงานว่า พบผู้เสียชีวิตจากการติดหวัด 1 รายคือ น.ส.สิริภัทร โพธิ์วอน อายุ 40 ปี อาจารย์โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา 3 ต.ขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งศพที่บ้านเลขที่ 6/2 ถ.โพธิ์หา ต.นาสาร อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเสียชีวิตเมื่อเวลา 03.00 น.วันที่ 22 ก.ค.ที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี หลังจากที่เข้ารับการรักษาตัวได้เพียง 2 วัน เบื้องต้นแพทย์ระบุเสียชีวิตจากสาเหตุปอดติดเชื้ออย่างรุนแรงและหัวใจล้ม เหลว ยังไม่ยืนยันว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือไม่ ยังต้องรอผลจากการตรวจเชื้อจากห้องแล็บ

อย่างไรก็ตามทางญาติ และเพื่อน ๆ ระบุอีกด้วยว่าโดยปกติ น.ส.สิริภัทร เป็นคนโสด รักษาสุขภาพ ผ่านการตรวจสุขภาพเป็นประจำ เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพโดยหากเปรียบเทียบกับเพื่อนรุ่นเดียว กัน ถือได้ว่า น.ส.สิริภัทร เป็นคนดูแลรูปร่างตัวเองได้ดีที่สุด รูปร่างสมส่วน ชอบออกกำลังกายเป็นประจำ

"อภิสิทธิ์"เชื่อมีผู้ติดเชื้อหวัดพุ่งหลักหมื่นต่อวัน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการดำเนินการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่มีตัวเลขผู้ป่วยสูงขึ้นอย่างรวดเร็วว่า ในหลายๆประเทศจะมีการขยายตัวเร็วตามหลักการระบาดวิทยาที่พุ่งสูงขึ้นไป และตามหลักการบริหารนั้นต้องชะลอไม่ให้พุ่งเร็วเกินไป ไม่อย่างนั้นจะเป็นปัญหาดับสถานพยาบาล

“เราจะต้องมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้นในกรณีที่มีการพุ่งเร็ว เพื่อชะลอการระบาด ซึ่งทุกประเทศก็ใช้แนวทางนี้อยู่ วันนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขจะแถลงความเปลี่ยนแปลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่า จะป้องกันไม่ให้ตัวเลขการระบาดพุ่งถึงแสนคน ได้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การระบาดนั้น หากฝ่ายวิชาการไปติดตามดูตัวเลขระดับโลก คิดว่าร้อยละ 40 ของคนจะได้รับผลกระทบ ฉะนั้นตัวเลขจะสูง ซึ่งเราไม่ต้องการให้ตัวเลขไปถึงจุดนั้น อย่างที่บอกคือ เป็นตัวเลขที่ส่งไปห้องแลป เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ตนพยายามสอบถามผู้เชี่ยวชาญและพบว่า ไทยมีผู้ได้รับผลกระทบต่อวันอยู่ที่หลักหมื่นคนที่ต้องเร่งป้องกัน และได้สั่งการกระทรวงสาธารณสุขไปแล้วในเรื่องระบบการจ่ายยา เพราะโรคดังกล่าวจะแพร่ออกไปทางภูมิภาคมากขึ้นโดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวัน ตกค่อนข้างมาก

เมื่อถามว่า ปัญหาคือคลินิกไม่สามารถจ่ายยาได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่า ใช่ ต้องหาความพอดี เพราะยาตัวนี้ถ้าปล่อยไปโดยไม่มีการควบคุมก็จะเป็นปัญหา แต่ถ้าไม่มีระบบที่ดี ที่เป็นปัญหามากคือ ผู้ป่วยที่ไปคลินิก 1-3 ครั้งแต่ไม่ได้รับยา ขณะนี้ก็สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งจะมีการประชุมวิดิโอคอนเฟอร์เรนซ์เพื่อจัดทีมในระดับจังหวัดให้มีระบบการจ่ายยาที่ดี

เมื่อถามว่า มาตรการเชิงรับจะสามารถสกัดกั้นการแพร่ระบาดในภูมิภาคนี้ได้มากน้อยแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พื้นที่ต้องทำงานละเอียด ในแต่ละพื้นที่มีจุดไหนอย่างไร หากโรงเรียนใดมีปัญหาการระบาดมากก็สามารถปิดโรงเรียนได้ เข้าใจว่าขณะนี้มีกว่าร้อยโรงเรียน เมื่อถามว่า ตัวเลขที่ก้าวกระโดดมาถึงครึ่งแสนที่จะมีการแถลงในวันนี้จะทำให้ประชาชนอยู่ ในภาวะตื่นตระหนกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ย้ำว่าภาวะนี้จะต้องเกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องช่วยกัน แนวปฏิบัติที่ย้ำอยู่ตลอดว่าเจ็บป่วยเล็กน้อยให้อยู่บ้าน หาก 2 วันอาการไม่ดีต้องรีบไปหาหมอ ระบบการแพทย์ยาต้องไปถึงผู้ป่วยได้เร็ว

เมื่อถามว่า การทำงานจะเป็นระบบ การประสานงานจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีการประสานงานกันอยู่ แม้ในต่างประเทศก็มีการปรับแผน บางเรื่องถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายฝ่าย ก็ต้องมาให้องค์ความรู้ โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญที่มีความเห็นแตกต่างกันอยู่ เพราะ 1.ติดง่าย 2.คนส่วนใหญ่ไม่เป็นไร แต่ประมาทไม่ได้ เพราะมีลักษณะที่ทำลายระบบการหายใจเร็ว เพราะฉะนั้นจะลงปอดเร็ว

“วิทยา”เพิ่งตื่นยืมมือมหาดไทยสั่ง “ผู้ว่าฯ-สสจ.” กันหวัด

เมื่อ เวลา 9.00 น.นายอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ( ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานประชุมผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เร็นซ์ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขอความร่วมมือผู้ว่าฯ ในการเป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ระดับจังหวัด โดยมีนายวิทยา แก้วภารดัย รมว.สาธารณสุข เข้าร่วมประชุม

โดยนายวิทยา กล่าวว่า เพื่อเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งจะมีการดำเนินการร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์ของโรคได้แพร่ระบาดไปยังภูมิภาค ประชาชนทุกคนมีความเสี่ยงในการติดเชื้อเท่ากัน เพราะยังไม่มีภูมิคุ้มกันในตัวเอง จึงต้องมีการสร้างภูมิคุ้มกันคือ1.การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และ2.ภูมิคุ้มที่มนุษย์สร้างขึ้น คือ วัคซีนในการป้องกันโดยขณะนี้กำลังผลิตอยู่ ซึ่งวัคซีนล็อตแรกจะมาในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้

นายวิทยา กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเน้น 5ประเด็นหลัก คือ 1. ได้ขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดให้เป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ระดับจังหวัดให้มีการประชุมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง ให้แต่ละจังหวัด คัดกรองเด็กนักเรียนป่วยและผู้ป่วยทั่วไปทั้งในโรงพยาบาลและสถานประกอบการ ต่าง ๆ เช่น โรงงาน เพื่อแยกผู้ป่วยให้หยุดรักษาตัว โดยไม่ถือเป็นวันลาและไม่เสียสิทธิใด ๆ 2. เร่งประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ของแต่ละจังหวัด เช่น หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน เป็นต้น เพื่อให้ทราบถึงอาการและดูแลตนเองเวลาเจ็บป่วย ตลอดจนรณรงค์ให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัยอยู่บ้านจนครบ 7 วัน นับจากวันแรกที่มีไข้

3.ในจังหวัดที่ มีการระบาดโรคค่อนข้างมากควรเลื่อนการจัดงานมหรสพ หรือกิจกรรมที่มีคนมาร่วมตัวเป็นจำนวนมากหากไม่เลื่อนควรมีมาตรการป้องกัน 4.ให้มาตรการทางกฎหมายผ่านข้อบัญญัติแต่ละท้องถิ่นในการดูแลความสะอาดที่ ต่าง ๆ เช่น ตลาด โรงเรียน โรงฆ่าสัตว์ ร้านเกมส์ สถานบันเทิง และ 5. เน้นย้ำให้แต่ละจังหวัดประเมินผลการระบาดของโรค โดยวัดจากอัตราผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเทียบกับจำนวนประชากรแต่ละจังหวัดเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขรายงานให้กับผู้ว่าราชการในแต่ละจังหวัดอย่างตรงไปตรงมา มิเช่นนั้นอาจทำให้นักวิเคราะห์วิเคราะห์ผลออกมาคลาดเคลื่อน อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศได้ไทย

ด้านนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงสาธารณสุข ประชุมไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเร็นซ์ของกระทรวงมหาดไทย เพื่อกำชับให้ผู้ว่าฯ เป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการไข้หวัดสาย พันธุ์ใหม่ว่า การประชุมเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข แต่ที่ต้องมาประชุมที่มหาดไทย เพราะกระทรวงสาธารณสุขไม่มีระบบวิดีโอคอนเฟอเร็นซ์ ซึ่งในการนี้ ได้เชิญสาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลระดับศูนย์จังหวัด และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ มาร่วมฟังด้วย เหมือนเป็นการแถลงนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข

เมื่อถามว่า สถานการณ์การระบาดเป็นไปร่วม 3 เดือน แต่เพิ่งมีการมอบนโยบายระดับประเทศ จะช้าไปหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ก็ทำอยู่แต่ต้น ครั้งนี้เป็นเพียงการย้ำให้ทั่วถึง ทั้งนี้ ยืนยันว่า เรื่องการควบคุมสถานการณ์ หากทำไม่ได้ จะไม่มีการคาดโทษผู้ว่าฯ ตนอยากให้ไปดูตัวเลขผู้เสียชีวิตในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ยังมีผู้เสียชีวิตมากกว่าเรา ถ้านับเป็นเปอร์เซ็นต์ ของอังกฤษ ประมาณ 0.5 หรือเสียชีวิต แล้วประมาณ 350 คน ทั้งที่เขามีการดูแลสุขอนามัยดีกว่าเรา แต่ของไทยประมาณ 0.3 การกำชับผู้ว่าให้ดูแลสถานการณ์นั้น คงไม่ต้องถึงกับคาดโทษ เพราะโตๆ กันแล้ว รู้ว่า ชีวิตประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ และไม่ห่วงว่า ทางจังหวัดจะปกปิดจำนวนผู้ติดเชื้อเพราะเกรงจะถูกคาดโทษ เชื่อว่า ทุกอย่างโปร่งใส และผู้ว่าฯ ต้องตื่นตัวในการลงไปชี้แจงสถานการณ์กับประชาชน

เมื่อถามว่า ทางผู้ว่าฯ ต้องรายงานสถานการณ์ตรงต่อกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า เราใช้ศาลากลางจังหวัดของผู้ว่าฯ เป็นวอร์รูม ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด ทั้งนี้เท่าที่ตนประเมินสถานการณ์ ถ้าเทียบเป็นกราฟจำนวนผู้ติดเชื้อ กราฟคงจะเป็นเส้นตรงแนวราบอีกสักพัก แต่ขึ้นอยู่กับจะมีการกลายพันธุ์หรือไม่

นายชวรัตน์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย โจมตีการดูแลสถานการณ์ไข้หวัด 2009 ทำงานไม่เป็น เพราะไม่มีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาดูแลว่า ความจริง กระทรวงสาธารณสุขก็เป็นผู้ริเริ่มเรื่องคณะกรรมการระดับชาติ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ที่ดูแลปัญหาทำอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่ ของเราทำอย่างเต็มที่ ขนาดการผลิตหน้ากากอนามัย ก็ประสานให้กรมพัฒนาชุมชน ( พช.) ช่วยผลิตเพิ่มอีกแรงหนึ่ง และองค์การเภสัชกรรมก็เร่งผลิตวัคซีน

รมว.ศธ.พอใจมาตรการปิดร.ร.กวดวิชา

นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงผลการปิดโรงเรียนกวดวิชา 15 วันว่า ถือว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจในการลดการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 และเบื้องต้นจะไม่มีมาตรการปิดโรงเรียนกวดวิชาเพิ่มเติมอีก แต่หลังจากนี้ก็จะให้มีการคัดกรองเด็กนักเรียนที่เข้าเรียนพิเศษอย่างเข้ม งวดต่อไปเหมือนเดิม หากใครป่วยก็ต้องให้หยุดอยู่กับบ้าน

เพื่อไทยร้องรัฐบาลแถลงหวัดสัปดาห์ละ3วัน

เมื่อเวลา 10.00 น.นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลล์ล่าสุดนั้นชี้ให้เห็นว่า ประชาชน 89.50% ต้องการให้รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขแถลงตัวเลขของผู้เสียชีวิตและผู้ที่ติด เชื้อเป็นรายวัน แต่รัฐบาลกลับพยายามปกปิดข้อเท็จจริงโดยจัดให้มีการแถลงข่าวเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้น เป็นการบิดเบือนสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน แม้แต่องค์การอนามัยโลกก็ยังกำหนดไว้เป็นมาตรฐานว่า ต้องมีการแถลงข่าว 3 วันต่อสัปดาห์ ดังนั้นพรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้รัฐบาลแถลงตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้ที่ ติดเชื้อ 3 วันต่อสัปดาห์คือ วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เป็นประธานในการดำเนินการให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งนายกฯสามารถสั่งการและควบคุมได้ทุกกระทรวง รวมทั้งรัฐบาลต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วย เพื่อไม่ให้ประชาชนหูหนวก ตาบอดจนขาดการระมัดระวัง

ค้านย้าย"เทอร์โมสแกน"ไปตั้ง"สนามรัชมังคลากีฬาสถาน"

นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมลิเวอร์พูลกับทีมชาติไทย ซึ่งรัฐบาลให้นำเครื่องเทอร์โมสแกนจากสนามบินสุวรรณภูมิมาติดตั้งบริเวณทาง เข้าสนามรัชมังคลากีฬาสถานเพื่อป้องกันผู้ติดเชื้อไข้หวัด 2009 นั้น ไม่ทราบว่ารัฐบาลคิดแบบนี้ได้อย่างไร เพราะสนามบินสุวรรณภูมินั้นถือเป็นประตูเข้าสู่ประเทศไทย และการที่ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อรายแรกก็แพร่มาจากที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งหากเครื่องเทอร์โมสแกนไม่พอรัฐบาลก็ต้องตั้งงบประมาณในการจัดซื้อขึ้นมา เพราะขนาดแจกเงิน 2,000 บาทเพื่อหาคะแนนเสียงรัฐบาลยังทำได้ แต่วันนี้ประชาชนกำลังเดือดร้อนจากโรคไข้หวัด 2009 ทำไมรัฐบาลกลับไม่ดำเนินการ

ผู้ว่าฯพิษณุโลกระดมทุกภาคส่วนทำความสะอาด

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 22 ก.ค. ที่โรงเรียนอนุบาลโรจน์วิทย์ อำเภอเมืองพิษณุโลก นายปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าร่วมกิจกรรม BiG Cleaning Day ที่จังหวัดพิษณุโลก ได้ให้ทุกภาคส่วนทำความสะอาดพร้อมกัน ซึ่งภายหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ใหม่ ทำให้หน่วยงานหลายฝ่าย ได้ให้ความสำคัญกับการแพร่ระบาดและเฝ้าระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ซึ่งได้กำชับว่าขอให้ทุกคนตระหนักรู้ว่าขณะนี้อยู่ในสถานการณ์ของการแพร่ ระบาดของโรค ถือเป็นหน้าที่ร่วมกันทุกคน เพื่อระงับยับยั้งการแพร่ระบาดในกลุ่มนักเรียนให้ได้

พร้อมกันนี้ ได้ขอให้โรงเรียน งดกิจกรรมพานักเรียนไปดูงานต่างจังหวัด ในสถานศึกษา ให้ครูและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพอนามัยของเด็กนักเรียน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้ขอความร่วมมือในด้าน การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร หาพบผู้ป่วยต้องสงสัยในหน่วยงานหรือโรงเรียนใดก็ตาม อย่าปิดบังข่าว เพราะจะทำให้สถานการณ์กลับแย่ลงไปอีก ทุกคนต้องร่วมมือกัน ต้องมีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและสังคมด้วย

ล่าสุด มีรายงานจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 3 ว่า พบนักเรียนชาย 1 ราย ของโรงเรียนวัดโบสถ์ศึกษา ผลตรวจพบว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งทางโรงเรียนวัดโบสถ์ศึกษา ได้ทำความสะอาดใหญ่พร้อมกันในวันนี้ แต่จังหวัดพิษณุโลก ยังไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิต

ที่มา: http://www.komchadluek.net/detail/20090722/21389/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%9444%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%817%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2.html