ลิงค์ผู้สนับสนุน

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

"องค์การเภสัชกรรม" ลดราคายาต้านไวรัสไข้หวัด 2009 หรือ "โอเซลทามิเวียร์"

"โอเซลทามิเวียร์” จาก 40เหลือ 25บาท การันตีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 นำเข้าจากฝรั่งเศสปลอดภัย หากคนฉีดเกิดอันตรายรุนแรง สปสช. พร้อมจ่ายค่าชดเชยทันที...



นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวว่า องค์การเภสัชกรรม จะลดราคายาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ หรือชื่อการค้า จีพีโอ เอฟลู ที่ใช้ในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จากเดิมเม็ดละ 40 บาท เหลือเม็ดละ 25 บาท เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงยาชนิดนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีความต้องการใช้ยานี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมีการกระจายยาชนิดนี้ไปยังโรงพยาบาลต่างๆแล้ว 5 ล้านเม็ดและอยู่ระหว่างการผลิตเพิ่มอีก 10 ล้านเม็ด และได้กระจายยาไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยจะลดราคาในล็อตการผลิต 10 ล้านเม็ด เพื่อรองรับผู้ป่วย 1.5 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอาจจะมีการพิจารณาสั่งสำรองยาเพิ่มเติม ภายใต้หลักการให้มียาใช้อย่างเพียงพอแต่ไม่ใช้อย่างพร่ำเพรื่อเพราะอาจทำให้ เชื้อดื้อยา

ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม กล่าวต่อว่า วัคซีนที่ไทยสั่งซื้อจากบริษัทในประเทศฝรั่งเศสจำนวน 2 ล้านโดส ผลิตจากเชื้อตาย และเป็นชนิดฉีด ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดระลอกที่ 2 โดยมั่นใจว่ามีความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ก่อนส่งมอบวัคซีนให้กับไทย บริษัทจะต้องขึ้นทะเบียนยากับองค์การอาหารและยาของสหภาพยุโรป สร้างความเชื่อมั่นได้ว่าหากผ่านการขึ้นทะเบียนดังกล่าว ก็ปลอดภัย และขณะนี้ทั่วโลกมีการสั่งจองวัคซีนแล้ว 600 ล้านโดส ซึ่งวัคซีนไข้หวัดใหญ่2009ที่ไทยสั่งจอง หากได้รับการรับรองให้ขึ้นทะเบียนจากองค์การอาหารและยาของสหภาพยุโรปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทยอีก เพราะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความปลอดภัยอีกเล็กน้อย กับความเสี่ยงของประชาชนต่อโรคนี้

นพ.วิชัย กล่าวอีกว่า วัคซีนที่อภ.จะผลิตเองจะเป็นวัคซีนชนิดพ่น จากการเพาะเชื้อในไข่และทดลองในสัตว์หากได้ผลตามเป้าหมายแล้ว จะต้องทดลองในคนโดยใช้เวลาอีกประมาณ 120 วัน จึงจะสามารถนำมาฉีดให้กับประชาชนได้ ซึ่งการทดลองในคนจะดำเนินการโดยคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดลแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1.ระยะแรกจะพ่นวัคซีนให้กับอาสาสมัคร 30 คน เพื่อวัดขนาดปริมาณวัคซีนที่เหมาะสมต่อการสร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้นในตัว บุคคล และระยะที่ 2 จำนวน 400 คน ทั้งกลุ่มเด็ก หนุ่มสาวและผู้สูงอายุ เพื่อศึกษาว่ามีความปลอดภัยและกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้จริงหรือไม่

“วัค ซีนที่อภ.ผลิตจะต้องมีการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานทุกล็อตการผลิตก่อนนำฉีด ให้กับประชาชน โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะรับผิดชอบในการนำวัคซีนที่อภ.ผลิตได้ไปตรวจสอบ คุณภาพเพื่อประกันความปลอดภัย ซึ่งดำเนินการเป็นไปอย่างดีตามที่มีการคาดการณ์ไว้จะสามารถผลิตได้ 2.8 ล้านโดสต่อเดือนและในอีก 4 เดือนจะมีวัคซีน 10 ล้านโดส ซึ่งยังไม่เพียงพอกับประชาชนแต่หากเปรียบเทียบกับหลายประเทศทั่วโลกถือว่า ไทยดีกว่ามาก นอกจากนี้ ได้มีการประสานกับองค์การอนามัยโลกเพื่อที่จะขอเงินสนับสนุนอีกประมาณ 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯในการที่จะปรับปรุงโรงงานวัคซีนของกรมปศุสัตว์ให้เข้าเป็น ส่วนหนึ่งในการเร่งการผลิตวัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009ด้วย” ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม กล่าว

นพ.วิชัย กล่าวด้วยว่า วัคซีนไข้หวัดใหญ่ถือเป็นหลักสากลทั่วโลกว่าไม่ต้องทดลองในคนถึงระยะที่ 3 ว่าสามารถป้องกันโรคได้หรือไม่ เพราะธรรมชาติของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในแต่ละปีจะเป็นคนละสาย พันธุ์ กัน หากรอให้มีการทดลองว่าป้องกันโรคได้จริง วัคซีนนั้นก็ไม่ทันกับการนำมาใช้ อีกทั้งการฉีดวัคซีนป้องกันไขหวัดใหญ่หากสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ จะมีผลให้ป้องกันโรคได้เองไม่เหมือนวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ที่จะต้องกระตุ้น ภูมิคุ้มกันให้มากพอที่จะป้องกันโรคได้ ซึ่งโดยปกติของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะเกิดผลข้างเคียงในอัตราที่ต่ำมาก มีเพียงอาการไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัวเล็กน้อยเท่านั้น เว้นแต่ในรายที่มีการแพ้ไข่ไก่อาจจะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงเหมือนการทาน ไข่โดยตรง

ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม กล่าวถึงการที่บริษัทผู้ผลิตวัคซีนต้องระบุแนบท้ายสัญญาการสั่งจองวัคซีนว่า จะไม่รับรองผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น ถือเป็นหลักปฏิบัติสากลทั่วโลกของการสั่งจองวัคซีนในขณะที่มีสถานการณ์การ แพร่ระบาดของโรค ที่บริษัทจะไม่รับประกันผลข้างเคียง ซึ่งแต่ละประเทศต้องยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว สำหรับประเทศไทย หากประชาชนที่ได้รับวัคซีนเกิดผลข้างเคียงขึ้น หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบคือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) โดยอาศัยตามมาตรา 41 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ที่มีกองทุนชดเชยความเสียหายจากการรับบริการด้านสาธารณสุขโดยไม่ต้องมีการ พิสูจน์ถูกผิด ซึ่งปัจจุบันก็มีการดำเนินการเช่นนี้ในผู้รับวัคซีนชนิดอื่นที่เกิดผลข้าง เคียงขึ้นเช่นกัน

ต่อข้อถามที่ว่านพ.สุชัย เจริญรัตนกุล อดีตรมว.สธ. ออกมาระบุว่าควรให้ประเทศอื่นทดลองใช้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ใหม่ 2009 ก่อนอย่างน้อย 3 เดือนนั้น นพ.วิชัย กล่าวว่า หากจะรอความมั่นใจให้มีการใช้วัคซีนแล้ว 3 เดือนจึงค่อยนำมาฉีดให้กับคนไทย เท่ากับต้องให้ประชาชนเสี่ยงป่วยและเสี่ยงชีวิตอีก 3 เดือน ดังนั้น ต้องมีการชั่งน้ำหนักประโยชน์กับความเสี่ยง ซึ่งเชื่อว่าประชาชนส่วนหนึ่งอาจเลือกทำตามคำแนะนำของนพ.สุชัยด้วย การรอดูผลการฉีดวัคซีนก่อนเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็มีบางคนที่มั่นใจต้องการฉีดวัคซีนก่อนใคร ซึ่งการฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้กับผู้นำประเทศเป็นไปตามหลักสากลอยู่แล้ว การที่นายกรัฐมนตรีพูดว่าอาจจะไม่รับวัคซีนที่อภ.ผลิตนั้น คงออกตัวที่จะไม่รับวัคซีนเพราะกลัวจะถูกหาว่ามีสิทธิพิเศษไม่ใช่การไม่กล้า ฉีดและคงอยากใช้สิทธิของประชาชนทั่วไป ตามหลักการแล้ว การฉีดวัคซีนเป็นเรื่องของความสมัครใจ ถ้าหาก ปฏิเสธการฉีดวัคซีนก็ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล

ด้านนพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผอ.องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ในการรองรับการใช้วัคซีนแบบพ่นที่อภ.จะผลิตได้ในประมาณเดือนต.ค.-พ.ย.นี้ ได้มีการสั่งจองเข็มฉีดพ่นเข้าจมูกจำนวน 3 ล้านชิ้นที่ผลิตในประเทศแล้ว ขณะเดียวกันฝ่ายวิจัยและพัฒนาของอภ.ได้ทำการวิจัยสารสังเคราะห์วัตถุดิบใน การผลิตยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ได้เอง จากเดิมที่เคยสั่งวัตถุดิบจากอินเดีย ทำให้เป็นประโยชน์ต่อการผลิตยาชนิดนี้ในอนาคต เพราะปัจจุบันวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาโอเซลทามิเวียร์ขยับราคาสูงขึ้นกว่า 50 %แล้ว จำเป็นต้องหารือกับกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับราคาขายต่อเม็ดอีกครั้งหนึ่ง

ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/special/19989

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น